วันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ข้าของประเทศชาติ

          


          ผมเก็บบทกลอนเรื่องนี้ไว้ในกระเป๋าเงินของผมตั้งแต่วันที่ผมได้แต่งขึ้น ซึ่งในขณะนั้นตัวผมเองยังเป็นครูอัตราจ้างที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง

          และในช่วงเวลาที่ผมได้มีโอกาสประกอบวิชาชีพครูผู้สอน ความฝันในการได้บรรจุเป็นข้าราชการครูยังมีอยู่ในหัวสมอง เพียงแต่ว่าไม่มีเต็มร้อยเท่านั้นเอง เหตุที่ไม่เต็มร้อยเพราะตัวผมเองยังคงคิดว่าน่าจะมีหนทางอื่นในการหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวในอาชีพที่เราทำแล้วมีความสุข

          ไม่ใช่ว่าอาชีพครูนั้นไม่ดี การได้สอนเด็กนักเรียนให้ได้รับความรู้ตามที่เราต้องการจะมอบให้เขามันคือความสุข การเห็นรอยยิ้ม คำทักทายที่เด็กมีให้เวลาเจอกันนอกโรงเรียนมันคือความรู้สึกที่วิเศษ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือตัวตนของผม ผมมีความฝันอีกหลายอย่างที่อยากจะทำนอกจากการเป็นครู เพราะฉะนั้นการที่ผมได้หยุดตัวเองกับอาชีพครูก็เพื่อการค้นหาตัวเองและพยายามทำในสิ่งที่ต้องการ แม้บางอย่างจะเป็นเรื่องที่ยากมากก็ตาม

          ในบทกลอนที่ผมได้เขียนขึ้นนั้น มันอยู่ในระหว่างภาวะอารมณ์ที่ค่อนข้างเหนื่อยล้า และอ่อนเพลีย กับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคมข้าราชการ

          ตามเนื้อหาที่เขียน ผู้อ่านคงสามารถทราบได้ว่าผมต้องการสื่อถึงอะไร

          ครอบครัวผมเป็นครอบครัวข้าราชการจากหลายหน่วยงาน ผมเองพอได้ทราบมาพอสมควรว่าสมัยนั้นมีการสอบบรรจุเข้ารับราชการอย่างไร ไม่ส่าจะเป็นครู ทหาร ตำรวจ หรืออีกหลายองค์กรที่มีการคัดเลือกพนักงานจะเป็นไปอย่างมีลำดับขั้นตอน และค่อนข้างจะตรงกับสายที่เรียนจบมา

          ในปัจจุบันการบรรจุข้าราชการค่อนข้างเปิดกว้าง โดยเฉพาะอาชีพครู ซึ่งเปิดกว้างมาก ไม่เฉพาะเจาะจงว่าคุณจะต้องจบสายครูมาโดยตรง เพราะมีการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ที่จบสายอื่นมาโดยการเปิดให้เรียนหรือสอบเพิ่มเติมเพื่อให้ได้มาซึ่งใบประกอบวิชาชีพครู

          จุดนี้เองทำให้เกิดการแข่งขันค่อนข้างสูงระหว่างกลุ่มผู้จบครูโดยตรงซึ่งก็มากอยู่แล้วกับกลุ่มที่เรียนวิชาชีพครูเพิ่มเติม การสอบครูแต่ละครั้งจึงมีผู้สมัครมากมายและการรับเข้าเป็นข้าราชการก็ไม่เพียงพอ

          ถึงตรงนี้ สิ่งที่ตามมาจากปัญหาข้างต้นก็คือ การเกิดกลุ่มมิจฉาชีพที่อ้างตัวว่าสามารถช่วยให้เราบรรจุเป็นข้าราชการได้ โดยการเสนอเงินจำนวนหนึ่งเพื่อแลกกับตำแหน่งที่ต้องการ และเป็นจำนวนเงินที่มากเอาการ

          การที่กลุ่มดังกล่าวจะสามารถทำให้คนที่ใช้วิธีการนี้เข้ารับราชการ เชื่อเหลือเกินว่าจะต้องมีผู้รู้เห็นหรือทราบเรื่องอยู่เป็นแน่ เรื่องผลประโยชน์จึงเข้ามาเกี่ยวข้อง

          ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้มาจากการได้ยินหรือได้ฟังมา เพียงแต่ว่ามันเคยเกิดขึ้นจริงกับตัวผู้เขียน

          ผมมีเพื่อนที่เป็นข้าราชการหลายคน และจากหลายหน่วยงาน ผมเคยถามเพื่อนว่ามันคุ้มมั้ยถ้าเราจะต้องเสียทรัพย์สินมากมายขนาดนั้นกับการเข้ารับราชการ

          เพื่อนผมตอบว่า “ความคุ้มค่าเรามี...แต่ศักดิ์ศรีเรามีมั้ย” ได้ฟังคำตอบเช่นนี้ ผมเข้าใจทันทีว่าเราควรให้คำตอบตัวเองอย่างไร

          หลายคนสู้อุตสาห์เรียนมาจนจบปริญญา หมดค่าเทอมหลักแสนไม่รวมค่ากินอยู่ สุดท้ายจะต้องมาพ่ายแพ้ให้กับอำนาจมืดเช่นนี้หรือ

          “ไม่ต้องทำอะไร ขอแค่เรียนให้จบ จ่ายปุ๊บได้งานปั๊บ” วิถีข้าราชการไทยจะเป็นแบบนี้ไปตลอดจริงๆหรือ

          ผมเองไม่ได้กล่าวอ้าง หรือตำหนิใคร เพราะนี่คือโอกาส ถ้าเราเลือกที่จะเสี่ยงแล้วได้ผลจริงก็ดีไป แต่ถ้าความเสี่ยงนั้นต้องแลกด้วยศักดิ์ศรีและหนี้สิน ตัวเราเองจะเป็นอย่างไรต่อไป

          สำหรับผู้ที่มีความฝัน...อย่าทิ้งครับ สู้ต่อไป ซักวันจะเป็นของเรา

          สำหรับกลุ่มบุคคลที่หากินกับความฝัน ความหวัง ของคนอื่น

“คุณได้ทำลายความฝันของหลายชีวิตที่ต้องการเป็นข้าราชการอย่างเลือดเย็น”

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น