ผมเก็บบทกลอนเรื่องนี้ไว้ในกระเป๋าเงินของผมตั้งแต่วันที่ผมได้แต่งขึ้น
ซึ่งในขณะนั้นตัวผมเองยังเป็นครูอัตราจ้างที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง
และในช่วงเวลาที่ผมได้มีโอกาสประกอบวิชาชีพครูผู้สอน
ความฝันในการได้บรรจุเป็นข้าราชการครูยังมีอยู่ในหัวสมอง
เพียงแต่ว่าไม่มีเต็มร้อยเท่านั้นเอง
เหตุที่ไม่เต็มร้อยเพราะตัวผมเองยังคงคิดว่าน่าจะมีหนทางอื่นในการหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวในอาชีพที่เราทำแล้วมีความสุข
ไม่ใช่ว่าอาชีพครูนั้นไม่ดี การได้สอนเด็กนักเรียนให้ได้รับความรู้ตามที่เราต้องการจะมอบให้เขามันคือความสุข
การเห็นรอยยิ้ม
คำทักทายที่เด็กมีให้เวลาเจอกันนอกโรงเรียนมันคือความรู้สึกที่วิเศษ
แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือตัวตนของผม ผมมีความฝันอีกหลายอย่างที่อยากจะทำนอกจากการเป็นครู
เพราะฉะนั้นการที่ผมได้หยุดตัวเองกับอาชีพครูก็เพื่อการค้นหาตัวเองและพยายามทำในสิ่งที่ต้องการ
แม้บางอย่างจะเป็นเรื่องที่ยากมากก็ตาม
ในบทกลอนที่ผมได้เขียนขึ้นนั้น
มันอยู่ในระหว่างภาวะอารมณ์ที่ค่อนข้างเหนื่อยล้า และอ่อนเพลีย
กับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคมข้าราชการ
ตามเนื้อหาที่เขียน ผู้อ่านคงสามารถทราบได้ว่าผมต้องการสื่อถึงอะไร
ครอบครัวผมเป็นครอบครัวข้าราชการจากหลายหน่วยงาน
ผมเองพอได้ทราบมาพอสมควรว่าสมัยนั้นมีการสอบบรรจุเข้ารับราชการอย่างไร ไม่ส่าจะเป็นครู
ทหาร ตำรวจ หรืออีกหลายองค์กรที่มีการคัดเลือกพนักงานจะเป็นไปอย่างมีลำดับขั้นตอน
และค่อนข้างจะตรงกับสายที่เรียนจบมา
ในปัจจุบันการบรรจุข้าราชการค่อนข้างเปิดกว้าง
โดยเฉพาะอาชีพครู ซึ่งเปิดกว้างมาก ไม่เฉพาะเจาะจงว่าคุณจะต้องจบสายครูมาโดยตรง
เพราะมีการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ที่จบสายอื่นมาโดยการเปิดให้เรียนหรือสอบเพิ่มเติมเพื่อให้ได้มาซึ่งใบประกอบวิชาชีพครู
จุดนี้เองทำให้เกิดการแข่งขันค่อนข้างสูงระหว่างกลุ่มผู้จบครูโดยตรงซึ่งก็มากอยู่แล้วกับกลุ่มที่เรียนวิชาชีพครูเพิ่มเติม
การสอบครูแต่ละครั้งจึงมีผู้สมัครมากมายและการรับเข้าเป็นข้าราชการก็ไม่เพียงพอ
ถึงตรงนี้ สิ่งที่ตามมาจากปัญหาข้างต้นก็คือ
การเกิดกลุ่มมิจฉาชีพที่อ้างตัวว่าสามารถช่วยให้เราบรรจุเป็นข้าราชการได้
โดยการเสนอเงินจำนวนหนึ่งเพื่อแลกกับตำแหน่งที่ต้องการ
และเป็นจำนวนเงินที่มากเอาการ
การที่กลุ่มดังกล่าวจะสามารถทำให้คนที่ใช้วิธีการนี้เข้ารับราชการ
เชื่อเหลือเกินว่าจะต้องมีผู้รู้เห็นหรือทราบเรื่องอยู่เป็นแน่
เรื่องผลประโยชน์จึงเข้ามาเกี่ยวข้อง
ที่เขียนมาทั้งหมดนี้
ไม่ได้มาจากการได้ยินหรือได้ฟังมา เพียงแต่ว่ามันเคยเกิดขึ้นจริงกับตัวผู้เขียน
ผมมีเพื่อนที่เป็นข้าราชการหลายคน
และจากหลายหน่วยงาน ผมเคยถามเพื่อนว่ามันคุ้มมั้ยถ้าเราจะต้องเสียทรัพย์สินมากมายขนาดนั้นกับการเข้ารับราชการ
เพื่อนผมตอบว่า “ความคุ้มค่าเรามี...แต่ศักดิ์ศรีเรามีมั้ย”
ได้ฟังคำตอบเช่นนี้ ผมเข้าใจทันทีว่าเราควรให้คำตอบตัวเองอย่างไร
หลายคนสู้อุตสาห์เรียนมาจนจบปริญญา
หมดค่าเทอมหลักแสนไม่รวมค่ากินอยู่
สุดท้ายจะต้องมาพ่ายแพ้ให้กับอำนาจมืดเช่นนี้หรือ
“ไม่ต้องทำอะไร ขอแค่เรียนให้จบ จ่ายปุ๊บได้งานปั๊บ”
วิถีข้าราชการไทยจะเป็นแบบนี้ไปตลอดจริงๆหรือ
ผมเองไม่ได้กล่าวอ้าง หรือตำหนิใคร
เพราะนี่คือโอกาส ถ้าเราเลือกที่จะเสี่ยงแล้วได้ผลจริงก็ดีไป
แต่ถ้าความเสี่ยงนั้นต้องแลกด้วยศักดิ์ศรีและหนี้สิน ตัวเราเองจะเป็นอย่างไรต่อไป
สำหรับผู้ที่มีความฝัน...อย่าทิ้งครับ
สู้ต่อไป ซักวันจะเป็นของเรา
สำหรับกลุ่มบุคคลที่หากินกับความฝัน
ความหวัง ของคนอื่น
“คุณได้ทำลายความฝันของหลายชีวิตที่ต้องการเป็นข้าราชการอย่างเลือดเย็น”






