วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2557

มิตรแท้

         “มิตรแท้” คำๆ นี้คือสิ่งที่หลายคนแสวงหา และเชื่อว่ามันมีอยู่จริง

          ความหมายของคำๆ นี้ก็อยู่ในตัวของมันเอง

          มิตรแท้ = ของแท้ = ของจริง

          ดังนั้น  มิตรแท้ = เพื่อนจริง

          แล้วเพื่อนจริงสำหรับเราคืออะไร

          ถ้าดูตามหนัง ตามละคร “เฮ้ยเพื่อน...กูตายแทนมึงได้” แบบนี้ใช่เพื่อนจริงหรือ

          เพื่อน คือ คนที่สามารถทำให้เรามีความสุข ยิ้มได้ มีกำลังใจ คอยให้คำปรึกษา ช่วยเหลือเราได้ตามกำลังและเห็นสมควร เข้าใจเราในสิ่งที่เราเป็น และเราก็ต้องทำให้ได้อย่างที่เพื่อนทำกับเราเช่นกัน ให้ความรัก ความเอาใจใส่ ห่วงใยซึ่งกันและกัน แค่นี้ก็มีความสุขแล้วกับคำว่าเพื่อน

          เราทุกคนอาจจะพบเจอกับบุคคลหลายรูปแบบ รวมทั้งคนที่ได้ชื่อว่าเพื่อนของเรา และตัวเราจะเป็นผู้ตัดสินหรือผู้เลือกว่าเพื่อนคนไหนที่ดีกับเราจริงๆ หรือเพื่อนคนไหนที่คบเพื่อหวังประโยชน์จากเราในด้านต่างๆ

          จะเห็นว่า กลุ่มเพื่อนหรือมิตรของเรานั้นมีหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มเพื่อนข้างบ้าน กลุ่มรุ่นพี่ กลุ่มเพื่อนนักเรียน กลุ่มเพื่อนกิจกรรม หรือ กลุ่มเพื่อนทำงาน ซึ่งทุกคนที่เรารู้จัก คือ เพื่อน เพียงแต่ว่าเราจะหาคนที่รักเราจริงได้ซักกี่คน

          การค้นหาเพื่อนแท้อาจไม่มีกระบวนการที่แน่นอน แล้วแต่วิธีการของแต่ละคนจะเลือกใช้


          กิจกรรม “มิตรแท้”

          กิจกรรมนี้ผมได้เรียนรู้วิธีการและปฏิบัติจริงในสมัยศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง โดยอาจารย์ผู้สอนมีความต้องการให้นักศึกษาใหม่ได้เรียนรู้และเข้าถึงแก่นแท้ของคำว่า “เพื่อน”

ซึ่งเราทราบอยู่แล้วว่า การเรียนในระดับอุดมศึกษากลุ่มเพื่อนนักศึกษาด้วยกันจะมาจากหลายที่ ทั้งต่างจังหวัด ต่างสถาบัน เมื่อมาอยู่รวมกันจึงเกิดเป็นสังคมใหม่ขึ้น การเรียนรู้ซึ่งกันและกันจึงเป็นสิ่งสำคัญในการอยู่ร่วมกันในสังคม

และสิ่งนี้เองทำให้ตัวผมได้มีโอกาสรู้จักกับเพื่อนใหม่ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากเพื่อน สิ่งที่เราไม่เคยรู้ ไม่เคยเห็น ไม่เคยทำ บางอย่างเราสามารถนำมาปรับใช้กับชีวิตจริงของเราได้ นี่คือสิ่งที่ผมได้รับจากกิจกรรม “มิตรแท้”

ดังนั้น ผมจึงมีความต้องการนำเสนอถึงวิธีการค้นหา “มิตรแท้” จากกิจกรรมนี้ ซึ่งหากมีผู้สนใจนำไปต่อยอด หรือนำไปปรับใช้กับกลุ่ม องค์กร หรือสังคมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างมากมายในปัจจุบัน จะเป็นการดีอย่างยิ่ง และมันอาจช่วยให้ท่านได้พบกับคำว่า “เพื่อนแท้” หรือ “มิตรแท้” ก็เป็นได้


กิจกรรม “มิตรแท้”

วิธีการและขั้นตอน

          1. เริ่มจากผู้จัดกิจกรรมชี้แจงให้กลุ่มของท่านได้ทราบถึง วัตถุประสงค์ และเป้าหมายของกิจกรรม โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของคำว่าเพื่อน โดยเฉพาะสมาชิกของกลุ่มที่พึ่งเจอกันครั้งแรก

          2. จากนั้นให้สมาชิกแต่ละคนเขียนชื่อตัวเองลงในกระดาษเพื่อทำเป็นฉลาก (สมาชิกกลุ่มควรมีจำนวน 10 คนขึ้นไป)

          3. เมื่อได้ฉลากครบแล้ว แจ้งกติกาให้สมาชิกได้ทราบว่า เมื่อเราจับได้ชื่อของสมาชิกคนใด ผู้นั้นคือ “มิตรแท้” ของเรา และเราจะต้องเก็บเป็นความลับโดยไม่ต้องบอกให้สมาชิกในกลุ่มทราบว่ามิตรแท้ของเราเป็นใคร โดยเฉพาะตัวมิตรแท้เอง จนกว่าจะถึงวันสุดท้ายซึ่งเรียกว่า “วันเปิดตัวมิตรแท้”

          4. เมื่อสมาชิกทุกคนจับฉลากและทราบแล้วว่ามิตรแท้ของเราคือใคร ให้สมาชิกทุกคนทำสมุดบันทึกหนึ่งเล่มที่เรียกว่า “บันทึกรายรับ -รายจ่าย”
นั่นคือ เราจะต้องเป็นทั้งผู้ให้และผู้รับ โดยใช้ช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกัน ดูแลมิตรแท้ของเรา เช่น ช่วยทำงาน ติวหนังสือ ซื้อน้ำอาหาร หรือช่วยเหลือเมื่อมิตรแท้ของเราเดือดร้อน สิ่งสำคัญคือ อย่าให้มิตรแท้เรารู้ตัวว่าเขาคือมิตรแท้ของเรา จากนั้นให้บันทึกลงในสมุดบันทึกรายรับ รายจ่ายของเรา ในส่วนของรายจ่าย ว่าเราทำอะไรให้มิตรแท้เราบ้าง เมื่อใด ที่ไหน
 และเราคอยสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราว่ามีเพื่อนคนใดที่คอยช่วยเหลือและดูแลเราบ้าง จุดนี้เราจะบันทึกลงไปที่ “รายรับ” อาจจะมีหลายคน หลายวัน แล้วให้เราลองคิดตามว่า มิตรแท้อีกคนของเราจะเป็นใคร

 


5. หลังจากนั้นผู้จัดกิจกรรมแจ้งวันที่จะต้องเปิดตัวมิตรแท้ว่าจะตรงกับวันใด เช่น วันปีใหม่ วันปิดภาคเรียน หรือในวันสำคัญอื่นๆ โดยระยะเวลาในการทำกิจกรรมอาจจะกำหนดให้เป็นเดือน หรือเป็นเทอม หรือเป็นภาคเรียน ขึ้นอยู่กับผู้จัดกิจกรรม

6. เมื่อใกล้ถึงวันเปิดตัวมิตรแท้ ให้สมาชิกแต่ละคนเตรียมของขวัญหรือการ์ด หรือสิ่งใดก็ได้ที่คิดว่าเป็นสิ่งที่มิตรแท้ของเราชอบ หลังจากที่เราได้เรียนรู้ซึ่งกันและกันแล้ว สิ่งนี้อาจจะเป็นตัวแทนความรักที่เพื่อนมีให้แก่กันมันจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก อยากให้สมาชิกคิดให้ดีก่อนมอบให้แก่มิตรแท้ของเรา


7. เมื่อถึงวันเปิดตัวมิตรแท้ ผู้จัดกิจกรรมกล่าวถึงความรู้สึกแก่สมาชิกทุกคน แล้วเริ่มมอบของที่ระลึกให้แก่มิตรแท้ของแต่ละคน โดยที่คนแรกผู้จัดกิจกรรมจะเป็นผู้กำหนดให้จากนั้นก็เวียนต่อไปตามเรื่อยๆ ให้ครบทุกคน ที่สำคัญควรให้สมาชิกทุกคนได้กล่าวถึงความรู้สึกต่อมิตรแท้ของตนเองว่าที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง
อีกอย่างที่ไม่ควรลืมคือ “บันทึกรายรับ -รายจ่าย” สมาชิกต้องส่งมอบให้กับมิตรแท้ของเราด้วย
เช่นกัน เพื่อให้มิตรแท้ได้มีความทรงจำที่ดีว่าเราได้ทำอะไรเพื่อเขาบ้าง และได้รับความรู้สึกดีๆจากเพื่อนคนไหนบ้าง จากนั้นก็เป็นอันสิ้นสุดกิจกรรม


          หากผู้อ่านสนใจลองนำไปใช้กับกลุ่มของท่านได้นะครับ

วันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ข้าของประเทศชาติ

          


          ผมเก็บบทกลอนเรื่องนี้ไว้ในกระเป๋าเงินของผมตั้งแต่วันที่ผมได้แต่งขึ้น ซึ่งในขณะนั้นตัวผมเองยังเป็นครูอัตราจ้างที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง

          และในช่วงเวลาที่ผมได้มีโอกาสประกอบวิชาชีพครูผู้สอน ความฝันในการได้บรรจุเป็นข้าราชการครูยังมีอยู่ในหัวสมอง เพียงแต่ว่าไม่มีเต็มร้อยเท่านั้นเอง เหตุที่ไม่เต็มร้อยเพราะตัวผมเองยังคงคิดว่าน่าจะมีหนทางอื่นในการหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวในอาชีพที่เราทำแล้วมีความสุข

          ไม่ใช่ว่าอาชีพครูนั้นไม่ดี การได้สอนเด็กนักเรียนให้ได้รับความรู้ตามที่เราต้องการจะมอบให้เขามันคือความสุข การเห็นรอยยิ้ม คำทักทายที่เด็กมีให้เวลาเจอกันนอกโรงเรียนมันคือความรู้สึกที่วิเศษ แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือตัวตนของผม ผมมีความฝันอีกหลายอย่างที่อยากจะทำนอกจากการเป็นครู เพราะฉะนั้นการที่ผมได้หยุดตัวเองกับอาชีพครูก็เพื่อการค้นหาตัวเองและพยายามทำในสิ่งที่ต้องการ แม้บางอย่างจะเป็นเรื่องที่ยากมากก็ตาม

          ในบทกลอนที่ผมได้เขียนขึ้นนั้น มันอยู่ในระหว่างภาวะอารมณ์ที่ค่อนข้างเหนื่อยล้า และอ่อนเพลีย กับความเป็นจริงที่เกิดขึ้นในสังคมข้าราชการ

          ตามเนื้อหาที่เขียน ผู้อ่านคงสามารถทราบได้ว่าผมต้องการสื่อถึงอะไร

          ครอบครัวผมเป็นครอบครัวข้าราชการจากหลายหน่วยงาน ผมเองพอได้ทราบมาพอสมควรว่าสมัยนั้นมีการสอบบรรจุเข้ารับราชการอย่างไร ไม่ส่าจะเป็นครู ทหาร ตำรวจ หรืออีกหลายองค์กรที่มีการคัดเลือกพนักงานจะเป็นไปอย่างมีลำดับขั้นตอน และค่อนข้างจะตรงกับสายที่เรียนจบมา

          ในปัจจุบันการบรรจุข้าราชการค่อนข้างเปิดกว้าง โดยเฉพาะอาชีพครู ซึ่งเปิดกว้างมาก ไม่เฉพาะเจาะจงว่าคุณจะต้องจบสายครูมาโดยตรง เพราะมีการเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ที่จบสายอื่นมาโดยการเปิดให้เรียนหรือสอบเพิ่มเติมเพื่อให้ได้มาซึ่งใบประกอบวิชาชีพครู

          จุดนี้เองทำให้เกิดการแข่งขันค่อนข้างสูงระหว่างกลุ่มผู้จบครูโดยตรงซึ่งก็มากอยู่แล้วกับกลุ่มที่เรียนวิชาชีพครูเพิ่มเติม การสอบครูแต่ละครั้งจึงมีผู้สมัครมากมายและการรับเข้าเป็นข้าราชการก็ไม่เพียงพอ

          ถึงตรงนี้ สิ่งที่ตามมาจากปัญหาข้างต้นก็คือ การเกิดกลุ่มมิจฉาชีพที่อ้างตัวว่าสามารถช่วยให้เราบรรจุเป็นข้าราชการได้ โดยการเสนอเงินจำนวนหนึ่งเพื่อแลกกับตำแหน่งที่ต้องการ และเป็นจำนวนเงินที่มากเอาการ

          การที่กลุ่มดังกล่าวจะสามารถทำให้คนที่ใช้วิธีการนี้เข้ารับราชการ เชื่อเหลือเกินว่าจะต้องมีผู้รู้เห็นหรือทราบเรื่องอยู่เป็นแน่ เรื่องผลประโยชน์จึงเข้ามาเกี่ยวข้อง

          ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ ไม่ได้มาจากการได้ยินหรือได้ฟังมา เพียงแต่ว่ามันเคยเกิดขึ้นจริงกับตัวผู้เขียน

          ผมมีเพื่อนที่เป็นข้าราชการหลายคน และจากหลายหน่วยงาน ผมเคยถามเพื่อนว่ามันคุ้มมั้ยถ้าเราจะต้องเสียทรัพย์สินมากมายขนาดนั้นกับการเข้ารับราชการ

          เพื่อนผมตอบว่า “ความคุ้มค่าเรามี...แต่ศักดิ์ศรีเรามีมั้ย” ได้ฟังคำตอบเช่นนี้ ผมเข้าใจทันทีว่าเราควรให้คำตอบตัวเองอย่างไร

          หลายคนสู้อุตสาห์เรียนมาจนจบปริญญา หมดค่าเทอมหลักแสนไม่รวมค่ากินอยู่ สุดท้ายจะต้องมาพ่ายแพ้ให้กับอำนาจมืดเช่นนี้หรือ

          “ไม่ต้องทำอะไร ขอแค่เรียนให้จบ จ่ายปุ๊บได้งานปั๊บ” วิถีข้าราชการไทยจะเป็นแบบนี้ไปตลอดจริงๆหรือ

          ผมเองไม่ได้กล่าวอ้าง หรือตำหนิใคร เพราะนี่คือโอกาส ถ้าเราเลือกที่จะเสี่ยงแล้วได้ผลจริงก็ดีไป แต่ถ้าความเสี่ยงนั้นต้องแลกด้วยศักดิ์ศรีและหนี้สิน ตัวเราเองจะเป็นอย่างไรต่อไป

          สำหรับผู้ที่มีความฝัน...อย่าทิ้งครับ สู้ต่อไป ซักวันจะเป็นของเรา

          สำหรับกลุ่มบุคคลที่หากินกับความฝัน ความหวัง ของคนอื่น

“คุณได้ทำลายความฝันของหลายชีวิตที่ต้องการเป็นข้าราชการอย่างเลือดเย็น”

วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

การพนันกับสังคมไทย

          การเสี่ยงโชค คือสิ่งที่อยู่ในสังคมไทยมาอย่างยาวนาน

          นิสัยคนไทยรักสนุก และการเสี่ยงโชคก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ทำให้ชีวิตของเรามีรสชาติ มีการกระตุ้นและให้ลุ้นอยู่ตลอดเวลา

          ดังนั้น พฤติกรรมดังกล่าวจึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่ทำให้เกิดกิจกรรมสำคัญอีกอย่างที่เรียกว่า          “การพนัน”

          เพราะการเสี่ยงโชคคือการกระทำที่หวังผลตอบแทน เป็นสิ่งที่มีความหมายใกล้เคียงกันกับคำว่า “การพนัน”

การพนัน (gambling) หมายถึง การเล่นชนิดหนึ่งเพื่อเอาเงินหรือสิ่งอื่นใดด้วยการเสี่ยงโชค โดยการทำนายหรือคาดเดาผลที่เกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งการพนันนั้นมีอยู่หลายรูปแบบ ทั้งอยู่ในรูปของการแข่งขันและการคาดคะเนถึงผลที่จะเกิดขึ้น

แม้ว่าในปัจจุบัน กลุ่มบุคคลที่เข้ามาบริหารประเทศได้ทำการกวาดล้างอบายมุขดังกล่าวอย่างเข้มงวด เอาจริงเอาจัง แต่เชื่อเหลือเกินว่าคงยากที่ที่สิ่งนี้จะหมดไปจากสังคมประเทศสยามเมืองยิ้ม

เพราะอะไรเหรอครับ...ก็คนไทยมีความสามารถพิเศษในการสร้างนวัตกรรมจากอะไรก็ได้ให้เกิดเป็นการพนันขันต่อ

ขนาดสุนัขกัดกันยังพนันกันได้เลย

แม้รูปแบบและวิธีการของการเล่นการพนันมีอยู่หลายอย่าง เช่น การพนันฟุตบอล การพนันมวย การพนันม้าแข่ง สิ่งเหล่านี้คือการพนันที่มีรูปแบบชัดเจน มีอัตราราคาต่อรอง เราเป็นผู้เสี่ยงโชคโดยการทำนายผลการแข่งขัน โดยเฉพาะ สนามม้าและเวทีมวย นี่คือการพนันที่ถูกต้องและไม่ผิดกฎหมาย ต่างจากการพนันฟุตบอลที่ถือว่ายังไม่สามารถเปิดแบบเสรีได้ แต่กลับเป็นการพนันที่ได้รับความนิยมมากที่สุด

สมัยก่อนเท่าที่ผมจำความได้ การพนันเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมากพอสมควร และผมได้รู้จักและเรียนรู้กระบวนการ วิธีการเล่นทั้งแบบตั้งใจและไม่ตั้งใจจากหลากหลายสังคมที่พบเจอ ไม่ว่าจะเป็นจากสถาบันครอบครัว เพื่อน สถาบันการศึกษา หรือที่ทำงาน

ปั่นแปะ, กรอกหลุม, จิกเส้น, ล้อต๊อก, เป่ายาง, ไพ่กระดาษ พัฒนาไปเรื่อยจนเป็นไพ่จริง หรือจะเป็นประเภทกีฬา เช่น สนุกเกอร์ ฟุตบอล เหล่านี้จะเอามาเป็นการพนันก็ได้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเราพอใจ สนใจ และสนุกกับมันมากแค่ไหน

มีคำถามถามว่า...การพนันจะหมดไปจากสังคมไทยได้หรือไม่

ผมเองขอตอบเลยว่า...ยาก ไม่ใช่จะมีเพียงผู้เล่นเท่านั้นที่เป็นปัจจัยหลัก ผู้สนับสนุนให้เกิดการพนันก็มีส่วนสำคัญไม่แพ้กันที่ทำให้กิจกรรมการละเล่นการพนันยังคงดำเนินต่อไป

อุปกรณ์  ยังสามารถพบได้ทั่วไปตามท้องถนน และร้านสะดวกซื้อ ไม่ว่าจะเป็น ไพ่ น้ำเต้าปูปลา ลูกเต๋าไฮโล (ดังภาพประกอบ) ซึ่งบางร้านก็ขายอย่างโจ่งแจ้ง แต่ถือว่าเป็นเรื่องปกติของคนสัญจรผ่านไปผ่านมา



สื่อ  ก็มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการพนัน ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต หาเราดูเพื่อการวิเคราะห์ เพื่อความรู้ก็ดีไป แต่ถ้าอ่านหรือดูเพื่อเป็นตัวช่วยในการเล่นก็ถือเป็นการเสพสื่ออีกทางหนึ่ง


การแก้ไขถาวร...ไม่มีทางเกิดขึ้นได้กับนิสัยรักสนุก รักการเสี่ยงโชคของคนไทย


ถ้าห้ามไม่ได้ก็สนับสนุนกันไปเลย เชื่อว่ามีประชาชนบางส่วนเห็นด้วยกับความเห็นนี้ เปิดบ่อนเสรีให้เล่นกันไปเลย แทงพนันกันให้สนุก เก็บภาษีเข้าประเทศ ดูซิว่านักพนันเข้าสายเลือดทั้งหลายจะไปได้ซักกี่น้ำ...

หมดตัวเมื่อไหร่จะรู้เองว่าจะทำยังไงกับชีวิต

วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

แก๊งขโมยรถข่านผ่าน Facebook

           ปัจจุบันความก้าวหน้าด้านการติดต่อสื่อสารมีหลากหลายรูปแบบ และล้ำสมัยขึ้นตามกาลเวลา
จากการสื่อสารโดยวิธีการธรรมชาติ เช่น นกส่งสาร ขี่ม้าเดินทางเพื่อส่งราชโองการ(หนังจีนมาละ) จนถึงยุคนี้ที่มีอีกหลายรูปแบบ เหมือนเนื้อเพลง อ๊อด...แอ๊ด ของคุณพี่เท่ง เถิดเทิง

“...เบอร์โทรนั้นเบอร์อะไร
ให้พี่ได้ไหมพี่จะได้โทร
ไม่มีแฟนแล้วฉันขอแจม
ขอรูปอินสตาแกรมรูปเธอขึ้นโชว์

มีเฟซบุ๊ก วอทส์แอพพ์ แทงโก้
พี่ก็จะโทรเห็นหน้าทุกวัน
มีเสฟไทม์ ส่งเมล์ให้ฉัน
และแอบแชทกันส่วนตัวสองคน...”

          นี่คือบางส่วนของนวัตกรรมการสื่อสารของโลกปัจจุบัน นี่ยังไม่รวมโซเชียลแคมที่กำลังฮิตอีกนะครับ

          วัตถุประสงค์ของการเข้าร่วมหรือเป็นส่วนหนึ่งของโลกสังคมออนไลน์นั้นแตกต่างกัน ความต้องการแสดงออกในรูปแบบต่างๆ ความคิดเห็น รูปภาพ หรือภาพเคลื่อนไหว เพื่อบ่งบอกถึงความคิด เหตุผล ต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมที่เราอยู่

          แต่ถ้าหากเราใช้ในทางที่ผิดหละ...
         
          การหลอกลวง...อาชญากรรมหลายรูปแบบ เช่น การลักพาตัว การค้ามนุษย์ และอีกหลายอย่างที่อาจจะเกิดขึ้น

          ดังตัวอย่างนี้

“แก๊งโจ๋ เหิม ชิง จยย.ขายเฟสบุ๊ค เจ้าทุกข์เห็นรีบแจ้งตำรวจซ้อนแผนรวบ”

          นี่คือข่าวอาชญากรรมล่าสุดที่ใช้สังคมออนไลน์เป็นสื่อกลางในการก่อเหตุเพื่อแสวงหาประโยชน์ให้กับตนเองโดยการสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น

          สรุปเนื้อหาของข่าว ได้ความว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นที่จังหวัดขอนแก่น โดยที่เจ้าทุกข์ได้ขี่รถจักรยานยนต์เพื่อจะกลับบ้าน แต่โดยสองคนร้ายขี่รถจักรยานยนต์ประกบและใช้เท้าถีบรถล้มแล้วชิงรถหลบหนีไป หลังจากนั้นได้ไปแจ้งความไว้
          ต่อมาได้พบว่ามีภาพรถของตัวเองถูกประกาศขายอยู่ในอินเตอร์เน็ตของโปรแกรม Facebook ที่ประกาศขายในชื่อ (.................) ในราคา 5,000 บาท จึงประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วซ้อนแผนทำการจับกุมได้ในเวลาต่อมา

          
          ผู้ต้องหา 3 ที่จับได้ มีอายุ 20 ปี 1 คน และ 19 ปี 2 คน ส่วนตัวหัวหน้าแก๊งได้ไหวตัวทันและหลบหนีไปได้...

          นี่คืออีกหนึ่งอาชญากรที่ก่อเหตุอาชญากรรมโดยการใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นตัวเชื่อมเพื่อหาประโยชน์ใส่ตัว

          ถามว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกหรือไม่...


          ตราบใดที่โลกยังคงหมุน...เวลายังคงเดินหน้าต่อไป เหล่าผู้ที่หาเลี้ยงชีพด้วยวิธีการสกปรก ก็ยังคงคิดหาวิธีการสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นต่อไปเหมือนกัน

          เราในฐานะพลเมืองคนหนึ่งที่ยังต้องอาศัยอยู่ในสังคมที่พลเมืองมาจากต่างพ่อร้อยแม่ จึงต้องหาวิธีการหรือกลวิธานในการป้องกันตัวเอง เพื่อให้รอดเงื้อมมือของคนกลุ่มนี้ให้ได้


          เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่...ภัยร้ายนั้นจะมาใกล้ตัวเรา

วันอังคารที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

Thailand VS South Korea

          เห็นข่าวนักเทควันโด้ทีมชาติไทยที่โดนโค้ชชาวเกาหลีใต้ลงโทษแล้วเกิดประเด็นให้คิดหลายอย่าง คงไม่ต้องสืบสวนว่าใครถูกใครผิด ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการที่ทางสมาคมตัดสินกันเอง

                แต่ถ้าให้มองในด้าน พฤติกรรม ความคิด ทัศนคติ  ทั้งของนักกีฬาและผู้ฝึกสอน เราสามารถมองได้หลายมุม แล้วแต่ว่าจะเห็นอะไรที่เด่นชัดกว่ากันกับประเด็นที่เกิดขึ้น


          ตามเนื้อข่าวจะเห็นว่านักเทควันโด้สาวทีมชาติไทยรู้สึกโมโหและโกรธมากกับการโดนลงโทษของเขา ซึ่งมาจากความเข้าใจไม่ตรงกันระหว่างทีมงานกับนักกีฬา และเป็นการลงโทษที่เกินกว่าเหตุ

          ส่วนทางผู้ปกครองก็ให้ความเห็นในทำนองเดียวกัน เพียงแค่ไม่ต้องการเอาผิดใดๆ กับโค้ช เพียงต้องการคำขอโทษ และคงไม่ให้ลูกสาวของตนเล่นให้ทีมชาติต่อไป

          นี่คือเสียงจากฝั่งผู้เสียหาย

          ด้านผู้ที่รู้จักโค้ชเกาหลีใต้ผู้นี้เป็นอย่างดี เช่น วิวเยาวภา บุรพลชัย อดีตนักกีฬาเทควันโดหญิง ทีมชาติไทย ได้กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติของกีฬาชนิดนี้ ซึ่งที่ผ่านมารุ่นพี่ล้วนโดนหนักกว่านี้มาแล้วหากกระทำผิด เนื่องจากเข้าใจว่าตัวโค้ชมีความตั้งใจเต็มที่ที่จะให้นักกีฬาประสบความ สำเร็จ
          แม็กซ์ชัชวาล ขาวละออ อดีตแชมป์โลกและปัจจุบันเป็นผู้ช่วยโค้ชทีมชาติไทย ซึ่งเดินทางไปคุมทีมนักกีฬาได้กล่าวว่า สำหรับตนแล้ว การลงโทษของโค้ชไม่ได้เกินกว่าเหตุเลย ตอนเป็นนักกีฬาตนก็เจอแบบนี้เหมือนกัน

          นี่คือบางเสียงจากผู้ที่มีความใกล้ชิดโดยตรงกับโค้ชเกาหลีใต้ผู้นี้

          และจากสื่อต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศบ้านเกิดของโค้ชได้นำเสนอไว้ว่า  ให้โค้ชลาออกเพื่อกลับมาเป็นโค้ชที่บ้านเกิดตัวเอง พร้อมยังได้แสดงความคิดเห็นว่า นักกีฬาไทยสมควรโดนลงโทษแล้ว เพราะไม่มีวินัย ขาดความมุ่งมั่น มีอย่างที่ไหนจะลงแข่งอยู่แล้ว ยังไปนั่งใส่สนับแข้งกลางสนามและคู่แข่งมายืนรอ หากเขารับไม่ได้ก็ไม่สมควรมาเล่นกีฬาชนิดนี้ หรือ มาติดทีมชาติตั้งแต่แรก
 
          ถ้าหากสิ่งที่ทางสื่อเกาหลีใต้ได้ให้ไว้เป็นเรื่องจริงเราจะเห็นอะไรบ้าง

                    ทัศนคติ
                    วินัย
                    ความรับผิดชอบ
                    ความเป็นมือชีพ

          ผมเองไม่ได้ดูถูกความเป็นไทย เพียงแค่มุมมองหนึ่งที่เห็นความแตกต่างของสองชาตินี้ที่เห็นได้อย่างชัดเจน



         ผมมีเพื่อนอยู่คนหนึ่งซึ่งเคยเป็นนักฟุตบอลของโรงเรียนที่มีชื่อเสียงของจังหวัดชลบุรี และเคาเคยเล่าว่าสมัยที่เรียนและเล่นฟุตบอลอยู่ที่นั่น มีโค้ชเป็นชาวเกาหลีใต้ ทั้งยังเคยไปเก็บตัวที่ประเทศนั้น

          เพื่อนผมบอกว่าโค้ชเป็นคนที่มีความเป็นมืออาชีพสูง ซ้อมเป็นซ้อม หนักแค่ไหนก็ต้องทำ ทั้งวิ่งขึ้นเขาลงเขา (หิมะตกด้วย) ซ้อมวันละสองเวลา เช้า-เย็น ใครขี้เกียจ อู้ หรือทำผิดตามกฎที่ได้วางไว้จะมีบทลงโทษที่ต้องได้รับและทำต่อหน้าเพื่อนร่วมทีมทุกคน

          และสิ่งที่ได้จากการซ้อมหนัก คือ วินัย กำลัง ความฟิต และผลการแข่งขันที่ดี
        
          มองกลับมาที่บ้านเรา เอาง่ายๆ สมัยก่อนอาวุธประจำกายของครูคืออะไร “ไม้เรียว” จะลงโทษเมื่อนักเรียนทำผิด และ “ไม้เรียว” นี่เองได้สร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพเกิดขึ้นมากมายในสังคมไทย

          ปัจจุบัน “ไม้เรียว” ไม่สามารถทำอะไรกับนักเรียนได้

          แล้วผลที่เกิดขึ้น...คงไม่ต้องพูดถึง


          บทสรุปของเรื่องนี้จะจบลงอย่างไร...ยังไม่รู้ เพียงแต่ว่าเหตุการณ์ดังกล่าวให้อะไรกับเราบ้าง พิจารณาตามสิ่งที่เห็นนะครับ